Sunday, January 10, 2016

ติดตั้ง Sentry กับ Laravel4

การติดตั้ง Sentry กับ Laravel 4 (Ubuntu4)

1. เปิด code   php ของ laravel โดยทำการหน้าไฟล์ที่ชื่อว่า composer.json ตามภาพที่ 1.1

ภาพที่ 1.1
2. Copy Code ดังนี้ "cartalyst/sentry": "2.1.*"  ไปวางในส่วนของ require ต่อจาก "laravel/framework": 4.2.*",  ดังภาพที่ 1.2  
ภาพที่ 1.2
3. ทำการเปิดไฟล์ในโฟลเดอร์ laravel เปิดไฟล์ที่ชื่อว่า app.php โดยไฟล์ app.php จะอยู่ตามที่อยู่ด้านล่างนี้ /var/www/laravel/app/config/app.php เมื่อพบไฟล์ app.php แล้วให้หาบรรทัดที่เขียนว่า 'providers' => array( แล้วทำการเพิ่ม'Cartalyst\Sentry\SentryServiceProvider', ไว้บรรทัดสุดท้ายตามภาพที่ 1.3 
ภาพที่ 1.3
4. หาคำสั่ง 'aliases' => array( ในหน้าเดิม แล้วทำการเพิ่มคำสั่ง                        'Sentry' =>'Cartalyst\Sentry\Facades\Laravel\Sentry', ไว้ในบรรทัดสุดท้าย ตามภาพที่ 1.4,1.5

ภาพที่ 1.4


ภาพที่ 1.5

============================END=============================


Thursday, January 7, 2016

Git คืออะไร ? + พร้อมสอนใช้งานกับ laravel



Git คือ Version Control ตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นระบบที่มีหน้าที่ในการจัดเก็บการเปลี่ยนแปลงของไฟล์ในโปรเจ็คเรา มีการ backup code ให้เรา สามารถที่จะเรียกดูหรือย้อนกลับไปดูเวอร์ชั่นต่างๆของโปรเจ็คที่ใด เวลาใดก็ได้ หรือแม้แต่ดูว่าไฟล์นั้นๆใครเป็นคนเพิ่มหรือแก้ไข หรือว่าจะดูว่าไฟล์นั้นๆถูกเขียนโดยใครบ้างก็สามารถทำได้ ฉะนั้น Version Control ก็เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักพัฒนาไม่ว่าจะเป็นคนเดียวโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมี ประสิทธิภาพมากหากเป็นการพัฒนาเป็นทีม


Bitbucket  คืออะไร
  
Bitbucket เป็นเว็บเซิฟเวอร์ที่ให้บริการในการฝากไฟล์ Git 
ความจริงหากพูดถึง git คนก็คงจะคิดถึง github เป็นอย่างแรก แต่ที่เราเลือกใช้ Bitbucket ก็เพราะว่ามัน "สร้าง Private Repository ฟรีไม่จำกัดจำนวนและขนาด" ในขณะที่ Github เน้นฟรีไปที่ Public Repository ถ้าจะสร้าง Private Repo ต้องจ่ายตังค์
โดยข้อจำกัดของ bitbucket คือจำนวนคนที่ Collaborate ในโปรเจค ต้องไม่เกิน 5 คน ไม่งั้นต้องจ่ายเงินเพิ่ม

สมัค  BitBucket
 เปิดเบราเซอร์ พิม url  https://bitbucket.org/account/signup/




กดปุ่ม Get started

กรอกข้อมูลลงไป จากนั้นกด sign up และเข้าไปยืนยันใน email

การสร้าง tame
เพื่อสะดวกในการทำงาน ด้วยกันหลายๆคน เราจำเป็นต้องสร้างทีมที่มาร่วมพัฒนา งานร่วมกัน
โดยใช้ repository เดียวกัน repository เป็นเหมือนตะกล้าเก็บโปรเจคและโคดต่างๆ ของเรา ไว้บนเซิฟเวอร์
ไปที่เมนู tames แล้วกด Create team


ใส่ tame name และใส่ id tame
และเพิ่มคนเข้ามาในทีมโดยใส่ email ของเขาลงในช่อง Add team members กดปุ่ม add และกดปุ่ม Create



 

สร้าง repositories

 

ไปที่เมนู tames และเลือกทีมที่เราสร้างมา

ไปที่เมนู repositories และกด Create  repository เพื่อสร้าง repository

 

เลือก owner ตั้งสื่อ Repository และเลือก Repository type เป็น git

 และเลือก Language เป็น  php จากนั้นกด Create  repository


 พอเสร็จขั้นตอนนี้ เราก็จะได้ พื้นที่ไว้เก็บ โปรเจคของเราแล้ว

 

เริ่มต้นติดตั้ง  Git 

พิมคำสั่งนี้ลงบน terminal

sudo apt-get install git
 
เมื่อดาวน์โหลดและติดตั้ง Git เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อมาก็คือ Setup ชื่อและอีเมล์สำหรับใช้งาน Git ครับ ตั้งค่าผ่าน Terminal 

git config --global user.name "YOURNAME"
git config --global user.email "your@email.com"
 

การอัพ laravel ลงบน bitbucket


เปิดเบราเซอร์ ไปที่ bitbucket.org และเลือก repository ที่สร้างไว้ ตรงเมนูด้านช้ายจะมีปุ่ม
Clone อยู่ พอกดเข้าไปจะมี คำสั่ง clone repository ลงบนเครื่องเรา ให้ก๊อบคำสั่งนั้นมา




จากนั้นเปิด terminal จะไปยังตำแหน่งที่เราอยากจะ clone ลงบนเครื่องเรา (เช่น cd /var/www)

แล้ว นำคำสั่งที่เรา คัดลอกมาวางลงไป (ctrl+shift+v) เราจะได้โฟเดอร์ใหม่ที่มีชื่อ ตาม
repository ที่เราสร้างไว้


 จากนั้น ย้ายตำแหน่ง terminal เข้าไปในโปรเจคที่เรา clone มา(เช่น cd /var/www/laravel4)
 จากนั้น พิมคำสั่ง 
                  sudo git in it

เสร็จแล้ว เข้าไปในโฟเดอร์ laravel และก๊อบ ไฟล์ทั้งหมดข้างในไปวางใน โฟเดอร์ที่ clone มา


ไปที่ terminal และพิมคำสั่ง sudo git commit -a กด ctrl + x และกด y เพื่อ save commit

 ทำการ Remode url

git remote add origin ….............Url ที่เก็บ

โดย url ของเรานั้นก็เอามาจาก ที่เดียวกับคำสั่ง clone 


และ ส่งไฟล์ไปให้เซิฟเวอร์

git push -u origin master 

 

ตรวจสอบ การอัพโหลด

ไปที่ bitbucket เลือกเมนู source ทางช้ายมือ จะแสดงไฟล์ทั้งหมดที่เราอัพโหลด

 

  อ้างอิงจาก 

http://devahoy.com/posts/introduction-to-git-and-github/

https://nuuneoi.com/blog/blog.php?read_id=703


การใช้งาน Git และใช้งาน bitbucket บน Ubuntu 14

 การใช้งาน Bitbucket

1. ทำการสมัครสมาชิกเพื่อใช้งาน โดยสามารถสมัครผ่านลิ้งค์นี้ https://bitbucket.org/account/signup/
2. สร้าง Team เพื่อแชร์ไฟล์งานให้คนในทีมได้ใช้ไฟล์ร่วมกัน
      2.1  โดยกดที่เมนู Create team และทำการใส่รายละเอียดต่างๆ ดังภาพที่ 1.1
ภาพที่ 1.1

      2.2 ทำการสร้าง repository เพื่อเก็บ project ที่ต้องการแชร์ในคนในทีม โดยกดที่เมนู create repository และใส่รายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับ project ดังภาพ 1.2
ภาพที่ 1.2 

   2.3 เมื่อสร้าง repository เสร็จ จะสามารถเห็น repository ได้ที่เมนู Repositories            ดังภาพที่ 1.3


ภาพที่ 1.3 

 3. ขั้นตอนของ uploadไฟล์ขึ้น server หากคนในทีมทำการ upload ไฟล์ขึ้น server แล้ว จะเห็นดังภาพที่ 1.4 และ 1.5  (สามารถดูไฟล์ได้จากเมนู Source)
ภาพที่  1.4

ภาพที่ 1.5 

 4. ขั้นตอนของการตรวจสอบว่าใครทำอะไรกับงานบ้าง โดยสามารถดูได้จากเมนู Commits             ดังภาพที่ 1.6 และ 1.7
ภาพที่ 1.6
ภาพที่ 1.7
 


การใช้งาน Git
1. เปิด Terminal ในเครื่องขึ้นมา
2. ทำการติดตั้ง git โดยใช้คำสั่ง sudo apt-get install  git
3. ทำการเชื่อมต่อ Git ในเครื่องของเรากับ  Server โดยการ config ผ่านคำสั่ง
     3.1 git config --global user.name "ชื่อผู้ใช้งานในbitbucket" 
            เช่น git config --global user.name "testusername"
      3.2 git config --global user.email "Emailที่ใช้สมัครbitbucket"
            เช่น  git config --global user.email "exsample@email.com"
4. ทำการสร้างไฟล์ .git เพื่อให้สามารถ upload ลง server ได้ โดยใช้คำสั่ง git init
5. เมื่อทำการสร้างไฟล์ .git แล้วพิม์ cd .. (ไฟล์.gitจะเป็นไฟล์เปล่าที่มองไม่เห็น)และทำการ add ไฟล์หรือโฟลเดอร์งานที่ต้องการจะ upload โดยใช้คำสั่ง git add ชื่อไฟล์หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการ (หาก upload ทีละไฟล์ให้ใส่นามสกุลไฟล์ด้วย) เช่น  git add testproject หรือ git add DOC.txt
6. พิมพ์คำสั่ง git commit -a เพื่อ commit ไฟล์หรือโฟลเดอร์ลง server ตามภาพที่ เมื่อกด Enter แล้วจะพบอีกหนึ่งหน้าต่างดังภาพที่ 2.1
ภาพที่ 2.1
ภาพที่ 2.2

7. ทำการลบ # ออก (จะลบกี่ครั้งก็ได้) จะได้ผลลัพธ์ตามภาพที่ 2.2
ภาพที่ 2.3

           ทำการsave โดยกด Ctrl+x พิมพ์ y แล้วกด Enter
8. ทำการ remote url เพื่อชี้ไปยัง server ที่ต้องการ upload โดยนำ url นำมาจาก clone
ตามดังภาพที่2.4

ภาพที่ 2.4
       เมื่อได้ url เพื่อนำมา remote แล้ว (ก้อปปี้มาเฉพาะurlโดยไม่ต้องก้อปปี้git cloneมาด้วย) เมื่อก้อปปี้ url มาแล้ว นำ url มาวางต่อคำสั่ง git remote add origin ....
        เช่น git remote add origin https://memberbk@bitbucket.org/testexample01/test.git 
ดูตัวอย่างตามภาพที่ 2.5

ภาพที่ 2.5

             *หากสามารถทำการ remote url ได้ จะแสดงข้อความว่า fatal: remote origin already exists.
10. เมื่อทำการ remote url เสร็จแล้ว ให้พิมพ์คำสั่ง git push -u origin master เพื่อทำการ upload ไฟล์ไปยัง server หากการupload สำเร็จ จะขึ้นข้อความดังภาพที่ 2.6
ภาพที่ 2.6

                        
           *สามารถตรวจสอบว่าไฟล์หรือโฟลเดอร์งานถูก upload แล้วจริงหรือไม่ ดูได้จาก Source ใน bitbucket (หากหาไม่พบสามารถเลื่อนขึ้นไปดูการใช้ bitbucket ด้านบน)





การ clone หรือการ Download ไฟล์เพื่อนำมาแก้ไข
1. เปิด Terminal ใน Ubuntu ขึ้นมา
2. พิมพ์คำสั่ง cd /ตามด้วยโฟลเดอร์ที่ต้องการนำไฟล์จากการcloneไปวางไว้ ดังภาพที่ 3.1

ภาพที่ 3.1
3. เมื่อเข้าถึงโฟลเดอร์ที่ต้องการแล้ว สามารถ Download หรือ Clone Url จาก Bitbucket มาได้เลย โดยการก้อปปี้คำสั่งมาจากเมนู cloneและนำไปวางไว้ใน Terminal  ดังภาพที่ 3.2 และ 3.3



ภาพที่ 3.2

ภาพที่ 3.3

 
4. หากการ Clone หรือ Download สำเร็จ จะได้ผลลัพธ์ดังภาพที่ 3.4 และ 3.5

 ภาพที่ 3.4

ภาพที่ 3.5

 





Tuesday, January 5, 2016

การติดตั้ง Laravel 4 บน Ubuntu 14

การติดตั้ง Laravel บน Ubuntu 14

มีขั้นตอนดังนี้
  1. เปิด Terminal ขึ้นมา (สามารถค้นหาได้จาก Search your computer and online sources) ดังภาพ
     
  2.    เมื่อเปิด Terminal ขึ้นมาแล้ว ให้พิมพ์คำสั่ง sudo apt-get update ลงไปและกด Enter ดังภาพ

  3.  เมื่อเสร็จสิ้นการทำงานในคำสั่งของคำสั่ง sudo apt-get upgrade แล้วให้พิมพ์คำสั่ง sudo
    apt-get upgrad ลงไปและกด Enter หลังจากนั้นจะมีข้อความขึ้นมาแสดงว่า  Do you want to continue? [Y/n] ให้พิมพ์ y ลงไปแล้วกด enter  ดังภาพ  
  4.  หลังจากเสร็จสิ้นคำสั่ง sudo apt-get upgrade แล้วให้พิมพ์คำสั่ง sudo apt-get install python-software-properties ลงไปแล้วกด Enter
  5. ต่อมาให้พิมพ์คำสั่ง sudo add-apt-repository ppa:ondrej/php5-oldstable ลงไปและกด Enter หลังจากนั้นจะมีข้อความคิดมาว่า Press [Enter] to continue or ctrl-c to cancel adding it ให้กด Enter ดังภาพ
  6. พิมพ์คำสั่ง sudo apt-get update ลงไปอีกครั้ง
  7. พิมพ์คำสั่ง sudo apt-cache policy php5
  8. พิมพ์คำสั่ง sudo apt-get install apache2 หลังจากนั้นจะมีข้อความแสดงขึ้นมาว่า Do you want to continue? [Y/n] ให้พิมพ์ y ลงไปแล้วกด enter
  9. พิมพ์คำสั่ง sudo apt-get install php5 ลงไปและจะมีข้อความแสดงขึ้นมาเช่นกัน Do you want to continue? [Y/n] ให้พิมพ์ y ลงไปแล้วกด enter
  10. พิมพ์คำสั่ง sudo apt-get install mysql-server และกด Enter หลังจากนั้นจะมีข้อความขึ้นมาว่า Do you want to continue? [Y/n] ให้พิมพ์ y ลงไปแล้วกด enter และหลังจากกด Enter แล้วจะแสดงหน้าจอดังภาพเพื่อใส่รหัสผ่าน

    และเมื่อใส่รหัสผ่านแล้ว ให้กด Ok หลังจากกด Ok แล้วจะแสดงหน้าจอดังภาพขึ้นมาเพื่อยืนยันรหัสผ่านอีกครั้ง
  11.  เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนที่ 10 ให้พิมพ์คำสั่ง sudo apt-get install php5-mysql ลงไปและกด Enter
  12. พิมพ์คำสั่ง php -v และกด Enter
  13. พิมพ์คำสั่ง apache -v และกด Enter
  14. พิมพ์คำสั่ง sudo apt-get install unzip และกด Enter
  15. พิมพ์คำสั่ง sudo apt-get install curl และกด Enter
  16. พิมพ์คำสั่ง sudo apt-get install openssl  และกด Enter
  17. พิมพ์คำสั่ง sudo apt-get install php5-mcrypt และกด Enter หลังจากนั้นจะมีข้อความขึ้นมาว่า Do you want to continue? [Y/n] ให้พิมพ์ y ลงไปแล้วกด enter
  18. พิมพ์คำสั่ง curl -sS https://getcomposer.org/installer | php และกด Enter
  19. พิมพ์คำสั่ง sudo mv composer.phar /usr/local/bin/composer และกด Enter
  20. พิมพ์คำสั่ง sudo apt-get install phpmyadmin และกด Enter หลังจากนั้นจะมีข้อความขึ้นมาว่า Do you want to continue? [Y/n] ให้พิมพ์ y ลงไปแล้วกด enter แล้วจะแสดงหน้าจอดังภาพ

    เมื่อมาถึงหน้านี้แล้วให้ดูที่แถบสีแดงหน้า apache2 และให้กด space bar 1 ครั้ง ถ้าหากกดแล้วจะแสดงดังภาพ (แถบสีแดงจะมี * ข้างใน)

    หลังจากที่แถบสีแดงมี * อยู่ข้างในแล้ว ให้กด Ok เพื่อไปต่อ และจะแสดงหน้าจอดังภาพ
    เมื่อหน้าจอแสดงดังภาพให้กด Yes เพื่อกำหนด Password  



    หลังจากใส่รหัสผ่านเสร็จแล้วให้ทดสอบว่า phpmyadmin สามารถใช้งานได้จริงโดยเข้าไปที่ localhost/phpmyadmin หากการติดตั้ง phpmyadmin สำเร็จจะแสดงหน้าจอดังภาพ
  21. หลังจากทดสอบแล้ว ให้ไป download ไฟล์ laravel4 มาเพื่อติงตั้ง (สามารถ download ได้ตามลิ้งค์ https://laravel.com/docs/4.2) เมื่อเข้าถึงหน้า download แล้วให้เลื่อนลงมาที่หัวข้อ Via Download แล้วกดที่ 4.2 version ดังรูป
  22.  เมื่อได้ไฟล์ laravel-4.2.11.zip มาแล้วให้ย้ายไฟล์ไปที่ var/www โดยใช้ Terminal ในการย้าย ก่อนที่จะพิมพ์คำสั่งลงไป ให้ไปดูที่อยู่ของไฟล์นั้นก่อน โดยสามารถดูได้จาก Properties ของไฟล์laravel และเมื่อรู้ที่อยู่ของไฟล์laravel-4.2.11.zip แล้วให้พิมพ์คำสั่ง cd /location ลงไป ตัวอย่างเช่น cd /home/be/downloads (ไฟล์ของผู้เขียนอยู่ใน downloads) และกด Enter เมื่อกด Enter แล้วให้พิมพ์คำสั่ง sudo mv ชื่อไฟล์ที่จะย้าย /location ที่อยู่ใหม่ของไฟล์ เช่น sudo mv laravel-4.2.11.zip /var/www แล้วกด Enter ดังภาพ




  23. หลังจากกด Enter เพื่อย้ายไฟล์ laravel-4.2.11.zip แล้ว ให้ตรวจดูที่ location เก่าของไฟล์laravel-4.2.11.zip ว่าถูกย้ายจริงหรือไม่ ดังรูป
  24. เมื่อไฟล์ laravel ถูกย้ายไปยัง location ที่ต้องการแล้ว (ในที่นี้คือ var/www) ให้ทำการ unzip ไฟล์ โดยใช้คำสั่งดังนี้ 1. cd .. กด Enter 2. cd /var/www กด Enter 3.sudo unzip ชื่อไฟล์.zip เช่น sudo unzip laravel-4.2.11.zip และกด Enter เมื่อทำการกด Enter แล้ว หากไฟล์ยังไม่ใช่ชื่อ laravel ให้ทำการเปลี่ยนชื่อเป็น laravel ก่อน โดยใช้คำสั่ง sudo mv ชื่อไฟล์เก่า/ laravel/  กด Enterเช่น sudo mv laravel-4.2.11 laravel/ 



  25. หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนที่ 24 แล้ว ให้ทำการพิมพ์คำสั่ง cd laravel/ ลงไปและกด Enter
  26. พิมพ์คำสั่ง sudo composer install 
  27. หลังจากติดตั้ง composer เสร็จแล้ว หากมี error ขึ้นมาดังภาพ ให้พิมพ์คำสั่ง sudo apt-get install php-mcrypt และกด Enter พิมพ์ sudo php5enmod mcrypt กด Enter
    และทำการ sudo composer install อีกครั้ง  
  28. หาก sudo composer install เสร็จสิ้นจะแสดงหน้าจอดังภาพ  
  29. พิมพ์ cd /etc
  30. พิมพ์ cd apache2/
  31. พิมพ์ cd sites-available
  32. พิมพ์ sudo nano 000-default.conf เมื่อกด Enter จะแสดงหน้าจอดังภาพ

    ให้ดูตรง DocumentRoot /var/www/html เมื่อเจอทำการลบ DocumentRoot /var/www/html ออก และพิมพ์  DocumentRoot /var/www/laravel/public <Directory /var/www/laravel/public> Options Indexes FollowSymLinks MultiViews AllowOverride All Order allow,deny allow from all </Directory> ลงไปแทนที่ ดังภาพ


    เมื่อพิมพ์เสร็จ กด save โดยใช้ Ctrl+x เมื่อกดแล้วจะแสดงหน้าจอดังภาพ
     ให้พิมพ์ y และกด Enter

  33. พิมพ์ cd ..
  34. พิมพ์ sudo nano apache2.conf กด Enter จะแสดงหน้าจอดังภาพ 

    หาคำว่า Allow Override None เมื่อพบให้ทำการเปลี่ยนจาก None เป็น All ทั้งหมด *ยกเว้นตรงตำแหน่ง <Directory /srv/> ไม่ต้องเปลี่ยน ดังรูป 



    เมื่อทำการเปลี่ยนครบแล้ว ให้เลื่อนมาบรรทัดท้ายสุดของหน้า แล้วทำการพิมพ์ SeverName 127.0.0.1 ลงไป ดังภาพ
    หลังจากนั้น กด save โดยใช้ Ctrl+x  พิมพ์ y และกด Enter จะได้ผลลัพธ์ดังภาพ

  35.  ทำการทดสอบว่าสามารถลง laravel4 ได้จริงหรือไม่ โดยพิมพ์ localhost ที่ url ของ browser หากลงสำเร็จจะได้ผลลัพธ์ดังภาพ
    *หากทำถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้วยังไม่ได้ผลลัพธ์ดังภาพด้านบน ให้ทำการพิมพ์คำสั่ง sudo php5enmod mcrypt กด Enter แล้วพิมพ์ sudo service apache2 restart อีกครั้ง
    ============== Good Bye and Enjoy Full :) ===============